คำว่าสมองที่สองฟังดูน่าตื่นเต้นจริงๆใครๆก็อยากมีสมองเพิ่มขึ้น แต่ในความเป็นจริงแล้วมันก็คือการเก็บข้อมูลในรูปแบบต่างๆไม่ว่าจะเป็น
- การจด การเก็บเอกสารแบบจับต้องได้
- แบบ digital จดในโทรศัพท์ แทปเลต ในคอมพิวเตอร์
หลังจากจดแล้วก็จะทำการจัดระเบียบ ทำระบบค้นหา หลักๆมีแค่นี้
ปัญหาคือ
เวลาคุณนึกอะไรไม่ออก คุณจะบอกคู่สนทนา,ลูกค้า,หัวหน้างาน,นายจ้างว่า
เฮ้ ผมจำไม่ได้ ขอผมขออ่านที่จดไว้แปปนึง
ความน่าเชื่อถือของคุณจะพังครืน ถ้าเป็นหมอคนไข้ก็จะเริ่มไม่ไว้ใจเพราะบางสิ่งควรจะจำให้ได้จำไม่ได้จะมานั่งค้นหาข้อมูลอยู่ตลอดเวลา เคยเจอหมอที่เปิด chatgpt ตลอดเวลา ถามทุกอย่างแม้กระทั่งเรื่องพื้นๆก็กลายเป็นดาบสองคม เราเกิดคำถามว่าแบบนั้นใครก็เป็นหมอได้สิ
เมื่อก่อนคนทำงานที่ไม่มีความรู้แน่นนิยมทำแบบนีั
- “ขอ google ดูข้อมูลแปปนึง”
- ปัจจุบันคือ “ขอถาม AI ก่อน”
หลายๆคนมองว่าไม่พร้อมทำงาน ไม่มีความรู้ และแนวคิดนี้มันจะไม่เปลี่ยนไปง่ายๆต่อให้เอไอเก่งกว่านี้ก็ตามเรื่องพื้นๆต้องจำให้ได้นี่คือกฏเหล็ก
การจดเป็นเรื่องที่ดีแต่มันก็ยังไม่ใช่สมองที่สอง เหมือนที่เอไอ และ google ไม่ใช่สมองที่2ของเรา
คำถามคือ มันต่างตรงไหนระหว่าง ขอค้นหาgoogle, ขอถาม AI กับขอดูที่จดไว้
แบบที่จดไว้
1.มีการกลั่นกรองเพื่อให้ได้ข้อมูลที่กระชับ ตรงประเด็น ครบถ้วนที่สุด
2.เขียนเป็นคำที่ตัวเองเข้าใจ
3.รวบรวมสิ่งที่ตัวเองต้องการใช้งานภายหลังมาหมดแล้ว
4.ตรวจสอบความถูกต้องแล้ว
แบบค้นหาเป็นครั้งๆไป จาก google, ai
1.ได้ข้อมูลไม่ครบในทีเดียว
2.ต้องกรองอีกรอบ
3.อาจจะไม่ถูกต้อง100%
แล้วแบบนี้ Second brain จะไร้สาระได้ยังอย่างไร?
มันไร้สาระในแง่การเขียนคำเกินจริง การจดไม่ใช่สมอง มันก็เป็นแค่ข้อมูลที่จดไว้ คุณยังต้องไปนั่งค้นหาเพราะคุณจำไม่ได้ การจดลงไปเป็นแค่การพักข้อมูล ยอมรับในสิ่งที่มันเป็นและใช้ประโยชน์ให้ได้มากที่สุดในการทำคลังความรู้
เข้าใจและคาดหวังให้ถูกต้องจะได้ไม่เป็นเหยื่อการตลาดและเพิ่มความน่าเชื่อถือให้ตัวเองโดยไม่ใช้คำนี้ฟุ่มเฟื่อย

